งานศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำ

หน้าหลัก > หน่วยงานภายในศูนย์ฯ > งานศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำ

งานศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำ

นายนพศร วงศ์ษานันท์

หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำ
โทร : +668-7176-8483

เป็นหน่วยงานหนึ่ง สังกัดฝ่ายศึกษาและพัฒนาป่าไม้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ดำเนินการจัดตั้งขึ้นมาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อให้เป็นศูนย์รวมของการศึกษาวิจัยวิทยาการแผนใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมอาชีพ และรูปแบบพัฒนาสภาพแวดล้อม และการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำที่เหมาะสม และนำผลการศึกษาที่ได้มาสาธิต เผยแพร่ให้แก่ส่วนราชการและประชาชนในภูมิภาค ได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้ โดยเฉพาะการศึกษาและการพัฒนาเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำ จึงได้เริ่มจัดตั้งขึ้นในปี 2531 กรมป่าไม้โดยส่วนอนุรักษ์ สัตว์ป่า(กองอนุรักษ์สัตว์ป่าเดิม) เข้าไปดำเนินการศึกษาทดลองการเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าชนิดที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ หรือสัตว์ป่าท้องถิ่นที่มีค่าทางเศรษฐกิจเพื่อคัดเลือกและขยายพันธุ์ ให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเป็นการมิให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์ และส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นได้ศึกษาหาความรู้จากสัตว์ป่าที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถนำไปประกอบอาชีพ การเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเป็นอาชีพเสริมรายได้ในครอบครัวได้

         งานศึกษาและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำ ตั้งอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำที่ 2 ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ มีเนื้อที่ประมาณ 52 ไร่ พิกัด47Q 0522733E, 2087603N 

ภารกิจของงานศึกษาและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำ

1. งานเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า

2. การศึกษาความหลากหลายและถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้ 

3. งานสาธิตการจัดการทุ่งหญ้าป่าไม้และสาธิตการจัดการพืชอาหารสัตว์(สำหรับสัตว์ป่าในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ) ต.ป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

4. โครงการการจัดการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในถิ่นที่อยู่อาศัย

5. โครงการปรับสภาพการเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อให้สัตว์ป่าดำรงชีวิตแบบธรรมชาติ

6. โครงการจัดตั้งศูนย์สาธิตการเพาะขยายพันธุ์ชะมดเช็ดและอีเห็น เพื่อการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

เกี่ยวกับหน่วยงาน

  1.  งานเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า

         งานศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำ ได้ทำการศึกษา วิจัย ทดลอง และพัฒนาด้านการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์สัตว์ป่า การฟื้นฟูพันธุ์สัตว์ป่า และจัดการสุขภาพสัตว์ป่า และเพื่อเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ และอนุรักษ์ความหลากหลายของทรัพยากรสัตว์ป่า 

         ปัจจุบันมีสัตว์อยู่ทั้งหมด 40 ชนิด แบ่งเป็น สัตว์ปีก จำนวน 19 ชนิด ได้แก่ นกเค้าใหญ่เนปาล    เหยี่ยวแดง นกยูงไทย นกขุนแผน นกกระลิงเขียด นกกระรางหัวหงอก ไก่ฟ้าหลังขาว ไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ฟ้าหลังเทาแข้งเทา ไก่ฟ้าหางลายขวาง ไก่ฟ้าสีทอง นกแว่นสีเทา ไก่ป่าตุ้มหูแดง เป็ดก่า เป็ดแดง เป็ดหัวเขียว นกกาเหว่า และนกตะขาบทุ่ง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จำนวน 15ชนิด ได้แก่ หมูป่า ลิงวอก ลิงกัง ลิงไอ้เงี้ยะ ลิงแสม ลิงลม(นางอาย) ชะนี เก้งธรรมดา เนื้อทราย ละองละมั่ง กวางป่า(กวางพันธุ์ไทย) อีเห็นข้างลาย อีเห็นหน้าขาว นากเล็กเล็บสั้น แมวดาว และ สัตว์เลื้อยคลาน จำนวน 6 ชนิด ได้แก่ เต่าหก เต่าบัว เต่าหับ เต่าญี่ปุ่น เต่าเหลือง และเต่านา 

2. งานสาธิตการจัดการทุ่งหญ้าป่าไม้และสาธิตการจัดการพืชอาหารสัตว์ (สำหรับสัตว์ป่าในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ) ต.ป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

       จากการเก็บรวบข้อมูลแปลงสาธิตการจัดการทุ่งหญ้าป่าไม้ และสาธิตการจัดการพืชอาหารสัตว์     ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลอย่างเข้มข้นมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยทำการกำจัดวัชพืชรอบๆ แปลงเพาะปลูก ซ่อมแซมแปลงเพาะปลูก ปลูกเสริมพืชอาหารสัตว์ ตัดหญ้าเพื่อนำไปเลี้ยงสัตว์ภายในหน่วยงาน เตรียมการเผาเพื่อสร้างแหล่งหญ้าระบัด เพื่อให้หญ้าระบัดงอกขึ้นมาใหม่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหารสัตว์ป่าในช่วงฤดูแล้งได้อีกด้วย และเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารในช่วงฤดูแล้ง อีกทั้งยังเป็นการดีต่อสุขภาพของสัตว์ป่า และสัตว์ป่าจะได้รับธาตุอาหารจากพืชมากยิ่งขึ้น หญ้าที่สามารถให้ผลผลิตได้ในช่วงฤดูแล้ง คือ หญ้าเนเปียร์ จากนั้นดูแลแปลงสาธิตการจัดการทุ่งหญ้าป่าไม้ และสาธิตการจัดการพืชอาหารสัตว์ เพื่อให้คงสภาพแปลงสาธิตที่พร้อมให้สัตว์ป่าในกรงเลี้ยง และท้องถิ่นได้ดำรงชีวิต  สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระในธรรมชาติ พร้อมทั้งเป็นแหล่งอาหารไว้ให้สัตว์ป่าในช่วงฤดูแล้ง เมื่อเข้าฤดูฝนผู้วิจัยได้ทำการปลูกพืชอาหารเสริม เช่น ข้าวโพด ข้าวไร่ มะละกอ และฟักทอง เพื่อให้สัตว์ป่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุด

3. การศึกษาความหลากหลายและถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้ 

      ความหลากหลายของชนิดพันธุ์สัตว์ป่า ในพื้นที่เป็นดัชนีชี้วัดผลจากการพัฒนาป่าไม้ การฟื้นสภาพของระบบนิเวศป่าไม้ ซึ่งเกิดจากการทดแทนของสังคมพืชและการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทางกายภาพต่างๆ เช่น ดิน น้ำ อุณหภูมิในพื้นที่ป่า แสง ทำให้มีความหลากหลายของสัตว์ป่าและสัตว์ในดินมากขึ้น เป็นการศึกษาความหลากหลายของชนิดพันธุ์ จำนวนสกุลและจำนวนวงศ์ของสัตว์ป่าในกลุ่มต่างๆ ความหลากชนิดของสัตว์ป่าในพื้นที่และสถานภาพทางการอนุรักษ์ของสัตว์ป่าแต่ละชนิดในพื้นที่ โดยใช้การศึกษาเก็บข้อมูลทั้งจากการสังเกต การนับบนเส้นทางและตามจุดสำรวจ ทั้งแบบพบเห็นตัวโดยตรง และที่จำแนกจากเสียงร้อง บนเส้นทางแบบสำรวจเป็นจุด(simple point count, variable point count) โดยใช้การหยุดบนจุดสำรวจทุก 10นาที แยกข้อมูล ตามชนิดนกที่พบตามฤดูกาล บันทึกค่าพิกัดภูมิศาสตร์จุดที่สำรวจ แบ่งการสำรวจเก็บข้อมูลเป็น 3ฤดูกาล คือ ฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ในแต่ละฤดูกาลดำเนินการสำรวจเก็บข้อมูล 3ครั้ง และวิเคราะห์ความชุกชุม ความถี่ในแต่ละฤดู รวมถึงการวิเคราะห์ดัชนีความเหมือนระหว่างฤดู โดยสำรวจสัตว์ 4ประเภท ได้แก่ นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  สัตว์เลื้อยคลาน และ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

  1. นก พบนก ทั้งสิ้น 161ชนิด(Species) จาก 13อันดับ (Orders) 49วงศ์(families)เป็นนกประจำถิ่น (Resident) ที่สามารถพบได้ตลอดทั้งปี จำนวน 54ชนิด(Species) หรือคิดเป็นร้อยละ 33.54 ของชนิดนกที่พบทั้งหมด เช่น กะปูดใหญ่ กะรางหัวหงอก กางเขนดง แซงแซวหงอนขนแซงแซวหางบ่วงใหญ่ ตะขาบทุ่ง บั้งรอกใหญ่ ปรอดสวน ปรอดหัวโขน ปรอดหัวสีเขม่า ปีกลายสก็อต เป็นต้น
  2. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 37ชนิด(Species) 8อันดับ(Order) 15วงศ์(family) ทั้งหมดเป็นสัตว์ป่าประจำถิ่น พบในแถบภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ กระเล็นขนปลายหูสั้น หมูป่า กระรอกท้องแดง ตุ่น หนูพุก เป็นต้น 
  3. สัตว์เลื้อยคลาน พบสัตว์เลื้อยคลานในพื้นที่จำนวน 23ชนิด 2อันดับ(Orders) 8วงศ์(family) การจัดสถานภาพการอนุรักษ์ตามองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN) พบว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้การสูญพันธุ์ (EN – Endangered species)  1 ชนิด(Species) ได้แก่ กิ้งก่าหัวสีฟ้า 
  4. สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก พบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก จำนวน 16ชนิด(Species) 2อันดับ(Orders) 6วงศ์(family) ทั้งหมดเป็นสัตว์ประจำถิ่น การจัดสถานภาพการอนุรักษ์ตาม IUCN พบว่าไม่น่ากังวลว่าจะสูญพันธุ์ (Least concern ; ความเสี่ยงต่ำ ; LC)

4. โครงการการจัดการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในถิ่นที่อยู่อาศัย

      เป็นการศึกษาพฤติกรรม แหล่งที่อยู่อาศัยของนกยูง นกป่า และสัตว์ป่าชนิดอื่นในป่าธรรมชาติ เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต และเป็นการปลูกฝังและตระหนักในการอนุรักษ์นกยูง ซึ่งพื้นที่จัดการสัตว์ป่ามีทั้งหมด 4 จุด ได้แก่

จุดที่ 1 บริเวณภายในงานศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำ พบนกยูงไทยตามธรรมชาติเข้ามากินอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ป่าภายในกลุ่มงาน รวมทั้งเข้ามารำแพน (เกี้ยวพาราสี) กับนกยูงไทยในกรงเลี้ยงเป็นประจำทุกวัน 

จุดที่ 2 พื้นที่งานศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำ เช่น นกยูงไทย นกปรอดเหลืองหัวจุก     เหยี่ยวนกเขาชิครา นกขุนแผน และสัตว์วงศ์กระรอก ได้แก่ กระรอกท้องแดง กระรอกหลากสี เป็นต้น 

จุดที่ 3 บริเวณเกาะกลางของอ่างเก็บน้ำห้วยฮ่องไคร้ 3 พบสัตว์ป่า เช่น นกยูงไทย ไก่ป่าตุ้มหูแดง นกเขาใหญ่ เป็นต้น

จุดที่ 4 บริเวณงานส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ พบนกปรอดหัวโขน นกปรอดหัวสีเขม่า นกปรอดเหลืองหัวจุก นกขุนแผน นกปีกลายสก๊อต นกแซงแซวหางบ่วงใหญ่ นกแซงแซวหงอนขน นกโพระดกธรรมดา นกยูงไทย นกเขาใหญ่นกพิราบป่า และไก่ป่าตุ้มหูแดง โดยเฉพาะนกยูงมักเข้าใช้พื้นที่ตลอดปี โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์พบมากที่สุด เนื่องจาก เป็นฤดูผสมพันธุ์ การศึกษาพฤติกรรมสัตว์ป่าทั้ง 4 จุด จะทำในช่วงเช้า เวลาประมาณ 05.30 – 07.30 น. ช่วงบ่ายเวลา 13.30 – 14.30 น. และช่วงเย็น เวลาประมาณ 17.00 -18.00 น. 

5. โครงการปรับสภาพการเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อให้สัตว์ป่าดำรงชีวิตแบบธรรมชาติ

                ได้ทำการปรับปรุงถิ่นที่อยู่อาศัย การปรับปรุงพื้นที่หากิน เพื่อเพิ่มปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพื้นที่ให้มีขีดความสามารถรองรับประชากรสัตว์ป่าได้เพิ่มขึ้น ได้จัดการให้มีแหล่งทุ่งหญ้าเป็นย่อมขนาดเล็กสำหรับสัตว์กินพืช อีกทั้งการปลูก หรือเร่งส่งเสริมให้พรรณไม้ในธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ต่อการหากินของสัตว์ป่าเจริญเติบโตได้ดีทั้งชนิดที่ให้ ดอก ยอด ใบ หน่อ ผล และน้ำหวาน รวมถึงการสร้างโป่งเทียม(Artificial Mineral-lick) โป่งเป็นแหล่งแร่ธาตุเสริมให้แก่สัตว์ป่า เนื่องจากแร่ธาตุจากพืชและน้ำอาจมีไม่เพียงพอ ดินบริเวณนั้นเค็ม สัตว์ป่าชนิดต่างๆ ก็จะพากันมากินดินเหล่านี้ มีการการจัดการแหล่งน้ำ(Water Source Management) การจัดสร้างแหล่งน้ำในรูปที่เก็บน้ำขนาดเล็ก ฝายทดน้ำ ฝายน้ำล้นขนาดเล็กๆ ซึ่งมีสิ่งปกคลุมรายล้อม เพื่อให้สัตว์ป่าใช้ดำรงชีพอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะฤดูแล้ง       

การปล่อยสัตว์ป่าเพื่อปล่อยเข้าสู่กรงปรับสภาพเพื่อให้สัตว์ป่าดำรงชีวิตแบบธรรมชาติ 

ได้ดำเนินงานในการปล่อยสัตว์ป่า ได้แก่ นกยูง ไก่ป่าตุ้มหูแดง ไก่ฟ้าหลังขาว เก้ง กวาง เนื้อทราย อีเห็นข้างลาย คืนสู่ผืนป่าห้วยฮ่องไคร้

การปล่อยสัตว์ป่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป(Soft Release) โดยการนำสัตว์ป่าไปไว้ในกรงในพื้นที่ที่เตรียมรองรับการปล่อยสัตว์ป่า เพื่อฝึกให้สัตว์นั้นมีความคุ้นเคยกับพื้นที่ จนมั่นใจว่าสัตว์ป่านั้นสามารถหาอาหารได้เอง รู้จักศัตรู รู้ที่หลบภัยฯลฯ จึงปล่อยสู่ธรรมชาติในที่สุด 

               สร้างเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติตามแนวพระราชดำริ ระยะทาง 900 เมตร ประกอบด้วย       จุดการเรียนรู้ 8จุด ได้แก่

จุดที่1 จุดการเรียนรู้เรื่องปลัก และฝายชะลอน้ำ

จุดที่2 จุดดูนกจุดที่1

จุดที่3 จุดการเรียนรู้เรื่องวงจรชีวิตของปลวกที่เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศ

จุดที่4 จุดการเรียนรู้เรื่องฝายชะลอน้ำ

จุดที่5 จุดการเรียนรู้เรื่องป่า 3 อย่างประโยชน์ 4

จุดที่6 จุดการเรียนรู้เรื่องโป่งเทียม 

จุดที่7 จุดดูนกจุดที่ 2

6. จัดตั้งศูนย์สาธิตการเพาะขยายพันธุ์ชะมดเช็ดและอีเห็น เพื่อการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

          ปัจจุบันมีอีเห็นข้างลายดูแลทั้งหมด 28 ตัว เป็นเพศผู้ 12 ตัว เพศเมีย 16 ตัว ได้เพาะขยายพันธุ์ อีเห็นข้างลาย ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีครึ่งจนถึง 3 ปี ทั้งหมด 28 ตัว (แบ่งเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนกรงเพาะขยายพันธุ์ จำนวน 4 ตัว โซนผลิตกาแฟ 10 ตัว โซนกรงอนุบาลสัตว์ จำนวน 6 ตัว โซนปรับพฤติกรรม 8 ตัว) อีเห็นข้างลาย ทุกตัวสุขภาพแข็งแรงและเจริญเติบโตได้ดี มีน้ำหนักอยู่ระหว่าง 2.5-5 กิโลกรัม 

1.1) กรงเพาะขยายพันธุ์ จำนวน 2 กรง รวม จำนวน 4 ตัว (ได้อีเห็นข้างลาย เกิดใหม่ ในปี 2566 จำนวน 8 ตัว จึงได้ดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรที่สนใจนำอีเห็นไปเลี้ยงเพื่อกินกาแฟ จำนวน 2 ตัว และจะดำเนินการติดตามผล ในปีถัดไป) และมีเป้าหมายการเพาะขยายพันธุ์อีเห็นข้างลาย ในปี พ.ศ. 2567                     เพิ่มอีก 10-15 ตัว

1.2) กรงผลิตกาแฟ จำนวน 10 ตัว เก็บผลผลิตกาแฟดิบได้ 24.64 กิโลกรัม คิดเฉลี่ย 1.12 กิโลกรัมต่อตัว

1.3) กรงอนุบาลสัตว์ และพักสัตว์ช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ จำนวน 6 ตัว

1.4) กรงฝึกปรับพฤติกรรมเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ 8 ตัว

   การแปรรูปกาแฟขี้อีเห็น (Civet coffee)

ดำเนินการเลี้ยงอีเห็นให้กินกาแฟ เพื่อเป็นการสาธิตการผลิตเมล็ดกาแฟที่ผ่านการย่อยสลายโดยระบบขับถ่าย เป็นระยะเวลา3 เดือน ได้แก่ พฤศจิกายน ถึงมกราคม เนื่องจากเป็นเดือนที่ผลกาแฟสุกและสด

ดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์ Civet coffee ผลผลิตกาแฟขี้อีเห็นที่ทางหน่วยงานศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำได้ผลิตขึ้นมานั้น ได้จำหน่ายในกิโลกรัมละ10,000บาท (รวมบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดที่ใช้) ซึ่งทำจำหน่ายในรูปแบบ กาแฟดริป(civet drip coffee) ซองละ 10 กรัม จำหน่ายซองละ 100 บาท และกาแฟแบบคั่วเมล็ด ซองละ 50 กรัม จำหน่ายซองละ 500 บาท

Huai Hong Khrai Royal Development Study Centre

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

237 หมู่ 4 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 50220

โทรศัพท์ : 053-389228-9 ต่อ 102 fax : 053-389228-9 ต่อ 0

ลิขสิทธิ์ © 2569 | สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด ออกแบบและพัฒนาโดย : ส่วนระบบสารสนเทศและภูมิสารสนเทศ ศทส. กรมชลประทาน

AChecker accessibility checker compliance: WCAG 2.0 (Level AA)

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

000312
Total views : 1636
Edit Template
Scroll to Top
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.