งานควบคุมและป้องกันไฟป่า

หน้าหลัก > หน่วยงานภายในศูนย์ฯ > งานควบคุมและป้องกันไฟป่า

งานควบคุมและป้องกันไฟป่า

นายวนัส หงษ์หนึ่ง

หัวหน้างานควบคุมและป้องกันไฟป่า
โทร : +669-7982-6346

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริ เมื่อวันที่  ๑๑ ธันวาคม  ๒๕๒๕ ให้พิจารณาจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ   ขึ้นในบริเวณพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่กวง  อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ประมาณ  ๘,๕๐๐ ไร่  หรือ ๑๓.๖๐ ตารางกิโลเมตร โดยมีพระราชประสงค์ที่จะให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษาทดลองวิจัย เพื่อหารูปแบบการพัฒนาต่างๆในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำที่เหมาะสมและเผยแพร่ให้ราษฎรได้นำไปปฏิบัติต่อไป   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำ     ลำธารให้ได้ผลอย่างสมบูรณ์เป็นหลัก   แต่เนื่องจากพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้มีปัญหาเกี่ยวกับการเกิดไฟป่าซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินการศึกษาและการพัฒนาในด้านต่างๆ   ดังนั้น ในปีพ.ศ. ๒๕๒๗  กรมป่าไม้จึงมีการดำเนินการ “โครงการควบคุมไฟป่าห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ”  เพื่อปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมไฟป่า ในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ  มีพื้นที่รับผิดชอบพื้นที่  ๘,๕๐๐ ไร่

         วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์ฯ และมีพระราชดำริให้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด  จังหวัดเชียงใหม่  เนื้อที่ประมาณ  ๓๔๕,๐๐๐ ไร่ หรือ ๕๕๒  ตารางกิโลเมตร โดยใช้แนวทางในการดำเนินงานเช่นเดียวกับที่ประสบผลสำเร็จมาแล้วจากการทดลองที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ  กรมป่าไม้จึงได้จัดทำ“โครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” 

             เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริ และในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ กรมป่าไม้ ได้จัดตั้งหน่วยงานเพื่อปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมไฟป่าในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงฯ และปีงบประมาณ พ.ศ.  ๒๕๔๑ ได้จัดตั้ง “สถานีควบคุมไฟป่า ห้วยฮ่องไคร้ – ขุนแม่กวง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ”  รับผิดชอบการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมไฟป่าในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ  และโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงฯ  เนื้อที่รวมทั้งสิ้น  ๓๕๓,๕๐๐ ไร่  ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๕  กรมป่าไม้ ได้ปรับปรุงโครงสร้างในการบริหารงาน  จึงเปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานจาก “สถานีควบคุมไฟป่าห้วยฮ่องไคร้ – ขุนแม่กวง  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ”  เป็น “หน่วยควบคุมไฟป่าที่ ชม.๔ (ห้วยฮ่องไคร้ – ขุนแม่กวง)”  ต่อมาภายหลังมีพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง  ทบวง กรม  พ.ศ. ๒๕๔๕  และมีกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ  หน่วยควบคุมไฟป่าที่ ชม.๔  (ห้วยฮ่องไคร้ –    ขุนแม่กวง) จึงถ่ายโอนจากกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ไปสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

            พ.ศ. ๒๕๕๒  มีการเปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานจาก“หน่วยควบคุมไฟป่าที่ ชม.๔(ห้วยฮ่องไคร้–ขุนแม่กวง)”  เป็น “สถานีควบคุมไฟป่าห้วยฮ่องไคร้–ขุนแม่กวง” จนถึงปัจจุบัน

เกี่ยวกับหน่วยงาน

๑. เพื่อตอบสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในการพัฒนาพื้นที่ศูนย์ศึกษาเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา โดยควบคุมมิให้ไฟป่าทำลายพื้นที่ต้นน้ำลำธารและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของโครงการฯ

๒. เพื่อลดความเสียหายที่เกิดจากไฟป่าแก่ทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ

๓. เพื่อให้ความรู้ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบถึงผลเสียหายของการเกิดไฟป่าและช่วยกันดูแลป้องกันการเกิดไฟป่า  และร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้

๔. เพื่อป้องกันและปราบปรามผู้บุกรุกทำลายป่าและจุดไฟเผาป่า

 

ที่ตั้ง   

          ที่ทำการงานควบคุมและป้องกันไฟป่า (สถานีควบคุมไฟป่าห้วยฮ่องไคร้–ขุนแม่กวง) ตั้งอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำที่  ๗  ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ   หมู่ ๑ (บ้านตลาดขี้เหล็ก) ตำบลแม่โป่ง   อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่  พิกัดในระบบ  WGS ๘๔   ที่  ๔๗ Q 0523056   UTM  ๒๐๘๔313  พิกัดทางภูมิศาสตร์   N ๑๘ ํ 51 ่ 2.22 ”  E ๐๙๙ ํ ๑๓ ่ 7.91″  จากตัวเมืองเชียงใหม่ เดินทางโดยใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑๘  (เชียงใหม่–เชียงราย)   ระยะทางถึงที่ตั้งที่ทำการสถานีฯ ประมาณ  ๓๕  กิโลเมตร 

 

ลักษณะภูมิประเทศ   

          เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนเป็นมีความลาดชัน และ มีพื้นที่ราบเป็นบางแห่ง  จำแนกตามลักษณะเป็น ๓  กลุ่ม ดังนี้

          – พื้นที่ภูเขา  :  มีลักษณะเป็นป่าดิบเขาและป่าสนเขา เป็นที่อยู่อาศัยและหาอาหารของสัตว์ป่า ตลอดจนเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เป็นภูเขาสูง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ  ๖๐๐–๑,๘๐๐  เมตร สภาพดินไม่เหมาะสมกับการเกษตรกรรม  นอกจากนี้ในบางพื้นที่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการพังทลายของดิน 

          – พื้นที่ลาดเท  :  มีลักษณะเป็นที่ลาดเขา  ความลาดชันของพื้นที่อยู่ในระหว่าง  ๑๐-๓๐ %  มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๔๐๐ – ๖๐๐ เมตร  ส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ

          – พื้นที่ราบเขา  :   มีลักษณะเป็นที่ราบระหว่างภูเขา  มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ  ๑๕๐ เมตร  ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่ทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์

 

ลักษณะภูมิอากาศ 

 มีฤดูกาล ๓  ฤดู คือ ฤดูร้อน, ฤดูฝนและฤดูหนาว โดยฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม – พฤษภาคม ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม – กันยายน  และฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์  ปริมาณฝนเกิดจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และพายุดีเปรสชั่นจากทะเลจีนใต้  มีปริมาณฝนเฉลี่ยประมาณ  ๑,๓๐๐ มิลลิเมตร  มีฝนเฉลี่ย  ๑๒๐ วัน  ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยร้อยละ ๗๔ อุณหภูมิประมาณ  ๒๖.๗ องศาเซลเซียส   การคายระเหยของน้ำประมาณ  ๙๐๐ มิลลิเมตร

 

สภาพป่า 

พื้นที่ภูเขาสูง สภาพป่าทั่วไปจะเป็นป่าดิบเขา และป่าสนเขา ส่วนที่ลาดเชิงเขาสภาพป่าจะเป็นป่าเต็งรังผสมป่าสนเขาและป่าเบญจพรรณ 

พันธุ์ไม้ที่พบทั่วไป ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง รัก ก่อ ตะแบก สน ประดู่  เป็นต้น  สำหรับพืช ชั้นล่างประกอบด้วย  สาบเสือ หญ้าคมบาง หนามเครือ หญ้าขน ไผ่รวก ไมยราบ  เป็นต้น

 

สภาพเชื้อเพลิง   

            เนื่องจากในฤดูแล้งใบไม้ในป่าจะร่วงหล่นทับถมเป็นจำนวนมาก  วัชพืชและไม้พื้นล่างแห้งกรอบ ความชื้นต่ำทำให้เชื้อเพลิงทับถมกันในปริมาณตั้งแต่ระดับปานกลางถึงหนาแน่น เมื่อเกิดไฟป่าจะลุกลามไปได้อย่างรวดเร็วตามความลาดชันของภูเขา  ทำให้ยากต่อการควบคุม  จึงต้องแก้ไขปัญหาโดยการทำแนวกันไฟ  เพื่อลดความต่อเนื่องของเชื้อเพลิงและทำดำเนินการบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามหลักวิชาการในพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อลดโอกาสในการเกิดไฟป่า  และลดความรุนแรงของไฟป่า ทำให้สามารถควบคุมได้ง่ายและใช้เวลาน้อย

สัตว์ป่า   

          เนื่องจากสภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์กีบขนาดเล็ก  สัตว์เลื้อยคลาน  และนกนานาชนิด  เช่น   เก้ง เนื้อทราย หมูป่า อีเห็น หมาป่า งูชนิดต่างๆ  นกยูง ไก่ป่า และนกชนิดต่างๆ  เป็นต้น จะมีราษฎรลักลอบเข้าไปดักจับสัตว์ต่างๆและ เผาป่าเพื่อให้สัตว์หนีออกจากที่ซ่อน  ตลอดจนเพื่อความสะดวกในการล่า  ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดไฟป่าไหม้ลุกลามไปในพื้นที่ป่าไม้

แหล่งน้ำ   

         ลำน้ำหลักในพื้นที่ คือ  น้ำแม่กวง  โดยมีลำน้ำสาขาอีก ๓ สาย คือน้ำแม่ลาย น้ำแม่หวาน และน้ำแม่วอง ลำน้ำทั้งหมดมีน้ำไหลตลอดปี โดยมีปริมาณน้ำมากที่สุด ในเดือนกันยายน มีปริมาณน้ำมากในเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม  มีปริมาณน้ำน้อยในระหว่างเดือนพฤศจิกายน – เมษายน  และมีปริมาณน้ำน้อยที่สุดในเดือนมีนาคม  โดยน้ำทั้งหมดจะไหลลงสู่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา

เส้นทางคมนาคมในการปฏิบัติงาน

          ๑.  เส้นทางสายหลัก  คือ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑๘ (เชียงใหม่–เชียงราย) ผิวถนนลาดยางอย่างดี เป็นเส้นทางในการลาดตระเวนตรวจหาไฟได้ดีที่สุด  จึงใช้เป็นเส้นทางหลักในการลาดตระเวนตรวจหาไฟป่าในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีฯ  (จากทางเข้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จนถึงบริเวณดอย นางแก้ว เขตติดต่ออำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย)

          ๒.  เส้นทางรถยนต์ที่เชื่อมโยงติดต่อกันระหว่างพื้นที่ตำบลแม่โป่ง,  ตำบลลวงเหนือ, ตำบลป่าเมี่ยง และตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด  จังหวัดเชียงใหม่ และระหว่างพื้นที่ตำบลห้วยแก้ว, ตำบลสหกรณ์ อำเภอ     แม่ออน  จังหวัดเชียงใหม่ 

          ๓. เส้นทางเดินเท้า, ทางเกวียน  ซึ่งมีอยู่กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ป่า ตลอดจนเส้นทางตามตามแนวลำห้วยและสันเขา

การปฎิบัติงาน

            การควบคุมไฟป่า (Forest Fire Control) หมายถึงระบบการจัดการและแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างครบวงจร กล่าวคือเริ่มต้นตั้งแต่การป้องกันมิให้เกิดไฟป่า โดยศึกษาถึงสาเหตุของการเกิดไฟป่าในแต่ละท้องที่ แล้ววางแผนป้องกันหรือกำจัดต้นตอของสาเหตุนั้นเสีย หากได้ผลไฟป่าก็จะไม่เกิด แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แม้จะมีการป้องกัน  ไฟป่าได้ดีเพียงใด ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซนต์ ไฟป่ายังมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นๆรองรับตามมา ได้แก่การเตรียมการดับไฟป่า การตรวจหาไฟ การดับไฟป่า และการประเมินผลปฏิบัติงาน กิจกรรมการควบคุมไฟป่า มีดังนี้

1. การรณรงค์ป้องกันไฟป่า

1.1 การประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่าในพื้นที่รับผิดชอบ  ดังนี้

               1.1.1  ประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่  โดยการจัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของสถานีฯ ออกไปพบปะพูดคุยกับประชาชนโดยตรง เพื่อชี้แจงให้ทราบถึงผลเสียหายของไฟป่าและขอความร่วมมือในการป้องกันไฟป่า โดยมีพื้นที่เป้าหมายของการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่รับผิดชอบท้องที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่   

             1.1.2 ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชน  เพื่อเผยแพร่กิจกรรมของหน่วยงาน โดยการจัดทำ สปอตโฆษณาเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับไฟป่า ผ่านระบบการกระจายเสียงชุมชนประจำหมู่บ้าน ส่งบทความการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่า ให้สถานีวิทยุต่างๆ นอกจากนี้ยังร่วมจัดรายการกับนักจัดรายการทางวิทยุ ออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียง เพื่อเผยแพร่กิจกรรมของหน่วยงานและขอความร่วมมือในการป้องกันไฟป่า

             1.1.3 ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ ขนาด ๑ x ๒ เมตร มีเนื้อหาและภาพแสดงถึงผลกระทบของไฟป่า เพื่อขอความร่วมมือในการป้องกันไฟป่า ติดตั้งตามสถานที่สาธารณะที่ประชาชนทั่วไปมองเห็นได้ง่าย เช่น สองข้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑๘ (เชียงใหม่ – เชียงราย),  บริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ,  สถานที่ราชการ, หมู่บ้านและในเขตชุมชนที่อยู่ติดป่าและเป็นพื้นที่ล่อแหลมต่อการเกิดไฟป่า

1.2 ส่งเสริมและเผยแพร่

                  1.2.1  จัดทำสิ่งตีพิมพ์  สติ๊กเกอร์ แผ่นพับ  เอกสารเผยแพร่ โปสเตอร์คำขวัญต่างๆ แจกจ่ายประชาชน  ห้องสมุดประจำหมู่บ้าน หน่วยงานราชการ  สถานศึกษาต่างๆ

1.3. ให้การศึกษา

     ให้การศึกษาแก่นักเรียนเยาวชน โดยให้การศึกษาตามสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเกิดจิตสำนึกรวมทั้งมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และการป้องกันไฟป่า

1.4 อบรมอาสาสมัครป้องกันไฟป่าในแก่หน่วยงานราชการ ประชาชน และเยาวชนในพื้นที่รับผิดชอบ

1.5 ส่งเสริมติดตามการจัดตั้งเครือข่ายป้องกันไฟป่าในพื้นที่รับผิดชอบ และขยายผลสู่หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง พร้อมส่งเสริมการปลูกผักหวานป่า และการเพาะเห็ดป่า เพื่อลดปัญหาการเกิดไฟป่าในพื้นที่รับผิดชอบ   

2. การเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานก่อนฤดูไฟป่า

          2.1 สำรวจพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยการสำรวจสภาพพื้นที่  เชื้อเพลิง และสภาพปัญหาตามหมู่บ้าน และ

หาข้อมูลเพื่อหามาตรการในการควบคุมไฟป่าในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ และพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงฯ จำนวนทั้งหมด  353,5๐๐ ไร่ หรือประมาณ 565.60 ตารางกิโลเมตร

          2.2  เตรียมความพร้อมและเสริมสร้างสมรรถภาพพนักงานดับไฟป่า  โดยการคัดเลือกผู้ที่มีความเหมาะสม  เข้ารับการฝึกอบรม  เพื่อเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกาย  ความรู้ ทัศนคติและเข้าใจถึงหน้าที่ในการปฏิบัติงานควบคุมไฟป่า

          2.3 จัดเตรียมอุปกรณ์ดับไฟป่า โดยการจัดซื้ออุปกรณ์ดับไฟป่า คัดเลือกและซ่อมแซมเครื่องมือและอุปกรณ์ดับไฟป่าให้สามารถใช้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          2.4 สำรวจ ซ่อมแซมและปรับปรุงเส้นทางคมนาคม และเส้นทางลาดตระเวนเพื่อให้สามารถใช้ในการเดินทางเพื่อปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

          2.5  จัดทำแนวกันไฟในพื้นที่และรอบพื้นที่  เพื่อป้องกันและควบคุมไฟป่าที่จะเกิดขึ้น 

3. การดับไฟป่า

          3.1 การตรวจหาไฟและตรวจปราบปรามการลักลอบเผาป่า  โดยจัดชุดลาดตระเวนในพื้นที่ และจัดเจ้าหน้าที่ประจำหอดูไฟ เพื่อตรวจตราพื้นที่รับผิดชอบ หากตรวจพบไฟป่าในพื้นที่ให้รายงานหน่วยงานทราบทันที  ดังนี้

                   –   จัดชุดลาดตระเวนโดยรถยนต์ตามถนนสายเชียงใหม่ – เชียงราย และตามเส้นทางคมนาคมติดต่อระหว่างหมู่บ้าน 

                   –  จัดชุดลาดตระเวนโดยรถจักรยานยนต์ตามเส้นทางคมนาคมในพื้นที่

                   –  จัดชุดลาดตระเวนโดยการเดินเท้าหรือเฝ้าระวังตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ที่ล่อแหลม

                   –   จัดชุดลาดตระเวนทางเรือ บริเวณพื้นที่รอบเขื่อนแม่กวงอุดมธารา

                   –    การลาดตระเวนโดยใช้ Dr0ne

                   –   จัดเจ้าหน้าที่ประจำหอดูไฟ  จำนวน ๓  หอ  คือ หอดูไฟห้วยขมิ้น , ห้วยก้าและห้วยคัง

          3.3 ดับไฟป่า โดยการจัดชุดเจ้าหน้าที่เพื่อออกปฏิบัติงานดับไฟป่า ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ทำให้สามารถปฏิบัติงานได้โดยทันทีเมื่อได้รับแจ้งเหตุไฟป่า

Huai Hong Khrai Royal Development Study Centre

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

237 หมู่ 4 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 50220

โทรศัพท์ : 053-389228-9 ต่อ 102 fax : 053-389228-9 ต่อ 0

ลิขสิทธิ์ © 2569 | สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด ออกแบบและพัฒนาโดย : ส่วนระบบสารสนเทศและภูมิสารสนเทศ ศทส. กรมชลประทาน

AChecker accessibility checker compliance: WCAG 2.0 (Level AA)

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

000311
Total views : 1635
Edit Template
Scroll to Top
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.