งานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์

หน้าหลัก > หน่วยงานภายในศูนย์ฯ > งานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์

งานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์

นายรังสิมันต์ พุ่มทอง

หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์
โทร : +669-1852-9192

               เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ สาธิตด้านปศุสัตว์ตามแนวพระราชดำริ เพื่อเพิ่มทักษะด้านการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้เกษตรและผู้ที่สนใจ เช่น โคนม โคขาวลำพูน สุกรเหมยซาน สุกรดำเชียงใหม่ สุกรลูกผสม ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ ไก่เหลืองทองฮ่องไคร้ ไก่เล็กฮอร์น ไก่โรด แพะนม แพะพันธุ์แบล็คเบงกอล และแพะเบญจพันธุ์(แพะสวยงาม พันธุ์พระราชทาน) 

       ได้มีการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ และพันฒนาสายพันธุ์สัตว์ เช่น พันธุ์แพะเบญจพันธุ์(แพะสวยงามพันธุ์พระราชทาน) พันธุ์ไก่เหลืองฮ่องไคร้(พันธุ์กึ่งเนื้อกึ่งไข่) พันธุ์ไก่     ไข่ห้วยฮ่องไคร้(โรด 25% เล็กฮอน 75%)และสถานที่ศึกษาวิจัย เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าทางการเกษตร เช่น ไข่ไก่โอเมก้า 3 โดยใช้น้ำมันทานตะวัน 10% ผสมกับอาหารไก่จะได้ ไข่ไก่ 1 ฟอง มีโอเมก้า 150 มิลลิกรัม จึงมีการขยายผลสู่โครงการพระราชดำริหน่วยราชการ เกษตรกรและผู้สนใจแหล่งศึกษาวิจัย ทดสอบ ปรับปรุงพันธุ์สัตว์ ขยายพันธุ์สัตว์ เป็นแหล่งศึกษาดูงาน ด้านการจัดการฟาร์มและสุขาภิบาลสัตว์ การป้องกันโรคระบาดสัตว์ และอาหารสัตว์และแหล่งเรียนรู้ ศึกษา สาธิตเป็นแหล่งผลิตพืชอาหารสัตว์ เพื่อแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ เช่น หญ้าพันธุ์ปากช่อง1 และหญ้ามอมบาซ่ามีด้านการฝึกอบรม มีการฝึกอบรมให้แก่แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจด้านการเลี้ยงสัตว์ อาหารสัตว์และการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์และสถานที่ฝึกงาน และศึกษาวิจัยให้แก่นักเรียน นักศึกษาเพื่อเพิ่มทักษะ ความรู้ และประสบการ์ณด้านการเลี้ยงสัตว์ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาต่อไป   

เกี่ยวกับหน่วยงาน

         การดำเนินงานของงานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์ได้ยึดถือตามแนวตามพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ์ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”  โดยเป็นการสืบสานจากแนวพระราชดำริเดิม รักษาให้คงอยู่ และต่อยอด เพื่อนำไปขยายผลสู่เกษตรกร สำหรับปีงบประมาณ 2566 ผลการดำเนินงานโครงการต่างๆ ได้ดำเนินการไปแล้ว 70-80 เปอร์เซ็นต์ ดังต่อไปนี้

           1.งานสาธิตการเลี้ยงไก่

พันธุ์ไก่ในหน่วยงานมีจำนวน 4 สาย ได้แก่ ไก่ประดู่หางดำ ไก่โรดไทย ไก่เล็กฮอร์นหงอนจักรและไก่เหลืองทองฮ่องไคร้ โดยในปี 2566 

           งานสาธิตไข่ไก่ โอเมก้าน้ำมันดอกทานตะวัน ในไก่พันธุ์เลกฮอร์น

           น้ำมันดอกทานตะวันเป็นน้ำมันที่ผ่านการสกัดมาจากเมล็ดของดอกทานตะวัน มีลักษณะใสและไม่มีกลิ่นเหมือนกับน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ แต่จะนิยมมาใช้สำหรับประกอบอาหารประเภทผัดเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากให้ความร้อนสูงในระยะเวลาไม่นานนัก จึงไม่เหมาะสำหรับการประกอบอาหารแบบทอด

           คุณค่าทางโภชนาการของน้ำมันดอกทานตะวันน้ำมันดอกทานตะวัน 100 กรัม ประกอบไปด้วยสารอาหารต่างๆ ดังนี้ พลังงาน 38 แคลลอรี่ ซึ่งเป็นไขมันทั้งหมด 4.1 กรัม ประกอบไปด้วยไขมันอิ่มตัว 1.1 กรัม ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 1.9 กรัม และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 0.8 กรัม โดยน้ำมันดอกทานตะวันยังอุดมไปด้วยวิตามินอีจำนวนมากกว่า 36 มิลลิกรัม และมีโอเมก้า 3, โอเมก้า 6, กรดปาล์มิติก และกรดสเตียริก ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ

           อัตราส่วนงานทดสอบ: อาหารไก่ 30 กิโลกรัม ต่อ น้ำมันโอเมก้า 3 ลิตร เฉลี่ยไก่ 1 ตัว ได้รับอาหาร 100 กรัม(เช้าเย็น) ระยะเวลาในการสะสม โอเมก้า 3 ในไข่ไก่ ตั่งแต่ 1 สัปดาห์เป็นต้นไป

ผลการตรวจสอบปริมาณ Omega-3 ในไข่ไก่ จากน้ำทานตะวัน ในไก่พันธุ์เลกฮอร์น ผลที่ได้ได้ปริมาณ Omega-3 248 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักไข่ 100 กรัม ในระยะเวลาสะสม 1 สัปดาห์ขี้นไป

          1.โครงการขยายผลสำเร็จของศูนย์ฯ สู่โครงการของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สู่ 17 จังหวัดภาคเหนือ

           งานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์ได้ดำเนินการสนับสนุนพันธุ์สัตว์ให้แก่เกษตรกรและหน่วยงานจำนวนทั้งหมด 1,322 ตัว  รวมทั้งหมด 19 ราย โดยแบ่งประเภทพันธุ์ไก่ได้ดังนี้ ไก่พันธุ์เหลืองฮ่องไคร้ จำนวน 532 ตัว ไก่พันธุ์โรดไทย จำนวน 125 ตัว ไก่พันธุ์ประดู่หางดำ จำนวน 610 ตัว และไก่พันธุ์เล็กฮอร์น จำนวน 55 ตัว

               1.งานอนุรักษ์และรักษาพันธุ์สัตว์พระราชทาน

               แพะพันธุ์แบล็คเบงกอล

          สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานแก่เกษตรกรและประชาชน เพื่อเลี้ยงเป็นอาชีพ ในโครงการเลี้ยงแพะพระราชทานพันธุ์ “แบล็คเบงกอล” ที่กระจายหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ในวโรกาสที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเจริญพระชนมายุครบ 50 พรรษา เพื่อเป็นการแสดงถึงมิตรภาพและความร่วมมือในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ โดยทรงมีพระกระแสรับสั่งให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการนำแพะเข้าราชอาณาจักรไทย

         งานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์จึงได้นำ แพะพันธุ์แบล็คเบงกอล มาศึกษา ทดลอง ปรับปรุงพันธุ์โดยทำการผสมแพะข้ามสายพันธุ์ เพื่อให้ได้แพะสวยงาม ขนาดเล็กออกมา เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการเกษตร และเป็นแนวทางให้แก่เกษตรกรผู้ที่สนใจ 

           จากผลการศึกษาและทดลองได้ผลผลิตออกมาเป็นแพะเพศผู้ 5 สายพันธ์ ได้แก่ แบล็คเบงกอล 25% อัฟริกันปิ๊กมี่ 25% บอร์ 25% ซาแนน12.5% และแคชเมียร์ 12.5% จำนวน 1 ตัว ในการนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2565 เสด็จพระราชดำเนินยังศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานชื่อแพะ เพศผู้ว่า เบญจพันธุ์   

          ต่อมาก็ได้ผลผลิตแพะพันธุ์เบจพันธุ์อีก 1 ตัว ในการนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จงานหญ้าแฝกนานาชาติครั้งที่ 7 วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2566 ณ งานศึกษาและพัฒนาที่ดิน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทรงเสด็จเยี่ยมชมนิทรรศการงานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์ แพะพระราชทาน แพะเบญจพันธุ์และได้ทรงป้อนนม แพะเบญจพันธุ์แรกเกิดอายุ 15 วัน เพศผู้ ทรงพระราชทานชื่อว่า ดูดาว

          สุกรพันธุ์เหมยซาน

         งานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์ ได้ทำการศึกษา สาธิต และส่งเสริม เพื่อถ่ายทอด องค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์พระราชทาน ซึ่งในปีงบประมาณ 2566 ทางหน่วยงานได้ทำการทดลองนำแม่พันธุ์สุกรพันธุ์เหมยซาน ผสมกับ พ่อพันธุ์สุกรพันธุ์ หมูดำเชียงใหม่ เป็นการปรับปรุงพันธุ์สุกรพันธุ์เหมยซาน ทำให้ได้ลูกพันธุ์ผสมออกมาจำนวน 20 ตัว และทางหน่วยงานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์กำลังดำเนินการหาพ่อพันธุ์สุกรพันธุ์เหมยซานแท้มาผสม เพื่อเป็นการรักษาพันธุ์สัตว์อนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ และถ่ายถอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ

4. โครงการฟาร์มโคนมสาธิตห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

                   การสาธิตกิจการโคนมครบวงจร ขนาด 50 แม่รีด ซึ่งงานสาธิตการเลี้ยงโคนม ใช้รายได้จากการขายน้ำนบดิบมาใช้จ่ายค่าอาหารและค่าเวชภัณฑ์ เป็นระบบการเลี้ยงตัวเองโดยไม่ใช้งบประมาณในการดำเนินงาน ปัจจุบันพันธุ์โคนมที่เลี้ยงในหน่วยงานเป็นพันธุ์ลูกผสมโฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน จำนวน 36 ตัว มีจำนวนแม่โครีดนมประมาณ 7 ตัว โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 – เดือนกรกฎาคม 2566  สามารถผลิตน้ำนมโคได้ 19,344.14 กิโลกรัม แสดงรายละเอียดแต่ละเดือนดังตารางต่อไปนี้

ตารางแสดงปริมาณน้ำนมโคนมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 – เดือนกรกฎาคม 2566

เดือนปริมาณน้ำนมที่ได้(กิโลกรัม)
ต.ค 651,788.79
พ.ย 651,932.10
ธ.ค 652,414.20
ม.ค 661,767.79
ก.พ 661,673.60
มี.ค 661,791.50
เม.ย 661,612.10
พ.ค 661,995.02
มิ.ย 662,291.85
ก.ค 662,077.19
รวม19,344.14

          โดยได้มีการวางแผนเพิ่มจำนวนแม่รีดให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเพื่อให้สามารถผลิตน้ำนมในปริมาณที่มากขึ้น และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรที่มีความสนใจต่อไป 

         นอกจากการสาธิตการเลี้ยงโคนมแล้ว ยังมีการสาธิตการเลี้ยงโคขาวลำพูน ซึ่งเป็นโคพันธุ์พื้นเมืองพันธุ์หนึ่ง ประวัติความเป็นมาเป็นอย่างไรไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด กลุ่มคนบางกลุ่มเล่าว่า เกิดจากการกลายพันธุ์ของโคพื้นเมืองในสมัยพระนางจามเทวี เป็นสัตว์คู่บารมีของชนชั้นปกครองสมัยนั้น จากการออกสำรวจของเจ้าหน้าที่ศูนย์การศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้   อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกี่ยวกับข้อมูลของโคขาวลำพูน โดยออกเยี่ยมเยียนเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ในเขตจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ให้ข้อมูลในลักษณะเดียวกันว่า “โคขาวลำพูน” ได้พบเห็นมาช้านานแล้วอย่างน้อย 70-80 ปี และจะพบเห็นมากที่สุดในเขตพื้นที่ของจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ เท่านั้น ” เกษตรกรบางท่านเล่าว่า “ชาวเมืองลำพูนนิยมใช้โคขาวลำพูนลากเกวียน เพราะจะทำให้มีสง่าราศีดี เนื่องจากเป็นโคที่มีลักษณะใหญ่และมีสีขาวปลอดทั้งตัว ใครที่มีโคขาวลำพูนเทียมเกวียนในสมัยก่อนเปรียบได้กับการมีรถเบนซ์ไว้ใช้ขับในสมัยนี้นั่นเอง และเนื่องจากมีต้นกำเนิดที่จังหวัดลำพูน จึงเรียกโคพันธุ์นี้ว่า “โคขาวลำพูน” ทางหน่วยงานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์จึงได้ทำการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ไว้ โดยเลี้ยงไว้เพื่อให้เกษตรกรหรือคนที่สนใจสามารถที่จะเข้ามาดูและศึกษาการจัดการดูแลโคขาวลำพูนได้

5. งานสาธิตการเลี้ยงแพะนม

          สาธิตวิธีการเลี้ยง การขยายพันธุ์แพะนม การผลิตลูกและรีดน้ำนมดิบ ในปีงบประมาณ 2566 สามารถผลิตน้ำนมแพะได้จำนวน 1,222 กิโลกรัม ในจำนวนน้ำนมแพะทั้งหมดที่ได้นำไปเลี้ยงลูกจำนวน 871 กิโลกรัม โดยจะเน้นให้ลูกแพะได้กินนมแม่เพื่อให้ลูกแพะมีสุขภาพแข็งแรงโตเต็มวัยและนำไปใช้ในงานสาธิตการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ได้แก่ สบู่นมแพะ นมสดพาสเจอไรซ์ และ โยเกิร์ตพร้อมดื่ม เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษา และใช้ในการสนับสนุนการรับเสด็จ 

Huai Hong Khrai Royal Development Study Centre

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

237 หมู่ 4 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 50220

โทรศัพท์ : 053-389228-9 ต่อ 102 fax : 053-389228-9 ต่อ 0

ลิขสิทธิ์ © 2569 | สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด ออกแบบและพัฒนาโดย : ส่วนระบบสารสนเทศและภูมิสารสนเทศ ศทส. กรมชลประทาน

AChecker accessibility checker compliance: WCAG 2.0 (Level AA)

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

000311
Total views : 1635
Edit Template
Scroll to Top
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.