เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
ตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์การศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในบริเวณพื้นที่พัฒนาป่าไม้ด้วยระบบชลประทาน มีระยะทางยาวทั้งสิ้น 1.5 กิโลเมตร เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ที่สื่อให้เห็นถึงการพัฒนาทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ตามแนวพระราชดำริ “พัฒนาป่า 3 วิธี ปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง”
จุดศึกษาธรรมชาติ 11 จุด จะช่วยสื่อให้รู้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ และองค์ประกอบในการอนุรักษ์ทรัพยากร ที่เอื้อต่อการพัฒนาในระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ
เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติประกอบด้วย 11 จุดศึกษา ดังนี้
จุดศึกษาที่ 1 : อดีตของผืนป่า
ผืนป่าแห่งนี้เคยมีสภาพที่เสื่อมโทรม และแห้งแล้งจนธรรมชาติไม่สามารถฟื้นฟูตัวเอง เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนได้ดังคำพูดที่ว่า “ดินเลว น้ำน้อย อากาศแล้ง คนไม่แล”
จุดศึกษาที่ 2 : ออมน้ำให้ผืนป่า
“น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาผืนป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์ พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำริให้พัฒนาระบบชลประทาน เพื่อการจัดเก็บน้ำ และใช้ประโยชน์การเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผืนป่า ตามแนวคิดที่ทรงดำริ คือ “ระบบการซึมซับน้ำอยู่ในดิน” การสร้างเหมืองฝายขนาดเล็กรองรับและกักเก็บน้ำไว้ตามแนวร่องหุบเขา
จุดศึกษาที่ 3 : พรรณพฤกษากระจายสู่หุบเขา
แนวพระราชดำริในปรัชญาที่ว่า จะต้อง “พัฒนาสังคมเดี่ยวสู่ความหลากหลาย” นับเป็นลู่ทาง แห่งหนึ่งที่ปรากฏผลชัดเจน จากการสร้างระบบซึมซับน้ำอยู่ในดินให้กับผืนป่า พบว่าพันธุ์ไม้และลูกไม้เล็กๆ ที่กำลังเจริญเติบโตได้แพร่กระจายไปทั่วบริเวณผืนป่า และพร้อมที่จะเติบโตจากการเป็นสังคมเดี่ยวสู่สังคม ที่หลากหลาย อันแสดงถึงความแข็งแรงของป่าที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางที่เข้มแข็งเช่นกัน
จุดศึกษาที่ 4 : ลำเนาร่วมสร้างสรรค์
พรรณไม้ที่เจริญเติบโตขึ้น เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ความชุ่มชื้นหล่อเลี้ยงผืนป่าให้เกิดพรรณไม้ที่ต่างกัน ทั้งรูปทรง และสีของต้นไม้แตกต่างกันออกไป เกิดเป็นศิลปะที่ล้วนแล้วธรรมชาติเป็นผู้สร้าง การสร้างสรรค์ตามสภาพธรรมชาติมีสิ่งที่น่าสนใจหลากหลายทัศนะ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง สี ผิวสัมผัส พบได้จากภูมิประเทศ ต้นไม้ สิ่งมีชีวิต เป็นองค์ประกอบทางสุนทรียภาพ
จุดศึกษาที่ 5 : สายสัมพันธ์เกาะเกี่ยว
การเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ที่เข้าสู่ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าต้องมีปัจจัยที่สำคัญหลากหลายประการที่ยังต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อความอยู่รอดและสมดุลของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสังคม พืช สัตว์ น้ำ ดิน อากาศ ล้วนแล้วแต่มีส่วนในการสร้างสายสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
จุดศึกษาที่ 6 : ยึดเหนี่ยวแผ่นดิน
“กลุ่มไผ่” ช่วยยึดเหนี่ยวพื้นดินบริเวณร่องน้ำ เพื่อป้องกันการพังทลายของร่องน้ำ และป้องกันตะกอนดินที่อาจทับถมร่องน้ำซึ่งอาจทำให้ร่องน้ำตื้นเขินด้วยระบบรากที่แผ่กระจายของไผ่ ทำให้ผิวดินชุ่มชื้น เอื้อประโยชน์ต่อป่า การปลูกไผ่จึงเอื้อสมดุลและระบบนิเวศน์ของป่าไม้ให้ดำเนินต่อไป
จุดศึกษาที่ 7 : พื้นแผ่นดินเอื้อชุมชน
แนวความคิดในพระราชดำริที่ว่า “สร้างป่าเอื้อชุมชน” แสดงถึงการพัฒนาฟื้นฟูและรักษาป่า เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนแบบยั่งยืน โดยใช้หลักปรัชญา “เก็บป่าเพื่อสร้างป่า” ช่วยให้ชุมชนให้ประโยชน์จากผืนป่าได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ทำลายผืนป่าเดิม และอาศัยระบบชลประทานช่วยหล่อเลี้ยงผืนป่าแห่งนี้ ให้กลับอุดมสมบูรณ์ ตอบสนองปรัชญา “เก็บป่า เพื่อสร้างป่า สร้างป่า เพื่อชุมชน”
จุดศึกษาที่ 8 : หยาดฝนช่วยหล่อเลี้ยง
การพัฒนาความชุ่มชื้นสู่ป่าด้วยระบบทางธรรมชาติตามแนวพระราชดำริ วิธีหนึ่งก็คือการใช้ “น้ำฝน” เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตป่า และผืนดิน จะพบว่าชั้นดินและพืชพรรณค่อยๆ พัฒนาตัวเองให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น ตามกระบวนการทางธรรมชาติ
จุดศึกษาที่ 9 : มิใช่เพียงแค่เห็น
ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏคือ “แหล่งน้ำขนาดใหญ่” ที่สร้างความชุ่มชื้นสู่ผืนป่า เอื้อประโยชน์ต่อชุมชนและระบบนิเวศน์ในบริเวณพื้นที่แห่งนี้ อันเนื่องมาจากสายใยของการพัฒนาในหลายก้าวที่ทรงได้ดำริไว้ จากจุดหมายปลายทางดังกว่าว ว่า “ต้นทางเป็นป่าไม้ ปลายทางเป็นประมง ระหว่างทางเป็นเกษตรกรรม”
จุดศึกษาที่ 10 : ป่าร่มเย็นเป็นกาดแลง
พันธุ์ไม้ในป่าให้ประโยชน์ต่อชุมชน และยังเป็นแหล่งอาหารที่สร้างชีวิต สร้างความสัมพันธ์ระหว่างป่ากับชุมชนมีพันธุ์ไม้ที่เป็นอาหาร เพื่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งแสดงถึงระบบพึ่งพาธรรมชาติที่เรียบง่าย ของชุมชนพื้นบ้านของท้องถิ่นเป็นผลมาจาก “การเก็บป่าเพื่อสร้างป่า สร้างป่าเพื่อเอื้อชุมชน”
จุดศึกษาที่ 11 : หอชมเรือนยอดไม้
เปิดมุมมองให้กว้างขึ้นในการศึกษาสภาพป่า สื่อถึงลักษณะป่าจากการมองจากที่สูง เห็นอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่มากมายในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ถึงความสำคัญของน้ำในการพัฒนาป่า